• December 27, 2021

ผู้คน และชุมชน

ผู้คน และชุมชน

เราไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป เมื่อโลกทั้งใบเชื่อมกันเป็นหนึ่งเดียว องค์กรธุรกิจจะดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญคือ ‘ ผู้คน และชุมชน ’
.
นอกจากการเติบโตขององค์กรแล้ว สิ่งสำคัญอีกหนึ่งของภาคธุรกิจ คือการดูแล
และพาชุมชนรอบข้างเติบโตไปด้วย ธุรกิจจะต้องดำเนินไปโดยที่ไม่พรากอะไรไปจากสิ่งแวดล้อม จึงจะถือเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน กำไรของธุรกิจอาจไม่ได้หมายถึงผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิต และความกินดีอยู่ดีอย่างยั่งยืน ของพนักงาน ผู้คน และชุมชน รอบข้างด้วย
.
จากแนวคิดดังกล่าว จึงทำให้กลุ่มบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เดินหน้าพัฒนาโมเดล แปลงเกษตรอินทรีย์
เปลี่ยนพื้นที่ว่างภายในโรงงานที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้กลายเป็นแปลงเกษตรทานได้ ปลูกผักผลไม้ปลอดสารเคมี เลี้ยงปลา สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับพนักงาน และชุมชนข้างเคียงรอบโรงงาน
.
โมเดลแปลงเกษตรอินทรีย์ ของ บุญรอดฯ ที่ว่านี้พัฒนาต่อยอด แนวคิดมาจาก ‘โครงการ 100 โรงเรียนเกษตรพอเพียง’ ของคุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่อยากสร้างความกินดี อยู่ดี บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองให้กับนักเรียนทั่วประเทศ โดยร่วมกับศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้านสิงห์อาสา จังหวัดเชียงราย ทำเกษตรตามทฤษฎีเกษตรแนวใหม่ อาทิ การเลี้ยงไก่ การเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อนำผลิตผลที่ได้มาเป็นอาหารรับประทาน เพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปเลี้ยงชีพ เกิดการเรียนรู้ สามารถพึ่งพาตัวเองได้ และพัฒนาไปสู่การนำผลผลิตที่เหลือไปวางจำหน่าย สร้างรายได้ให้ตนเอง และครอบครัว
.
แนวคิดนี้ ได้ขยายไปยังโรงงานต่าง ๆ ในเครือบุญรอดฯ ทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแล
รักษาทรัพยากรธรรมชาติ อย่างยั่งยืน เพื่อให้พนักงาน และคนในชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกันได้
อย่างยั่งยืน โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นแปลงเกษตรปลอดสารเคมีขนาดย่อม ๆ
ที่ปลูกข้าวหอมมะลิ พืชผักสวนครัว ขุดบ่อเลี้ยงปลา ซึ่งผลผลิตที่ได้นอกจากจะกินเอง
ภายในโรงงานแล้ว ยังนำไปแบ่งปันให้กับโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงไปประกอบอาหารกลางวันให้นักเรียน และส่งต่อไปยังชาวบ้านในชุมชนรอบข้าง เพื่อบริโภค และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอีกด้วย
.
เพื่อให้การทำแปลงเกษตร ของแต่ละโรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น บุญรอดฯ ยังได้นำเทคโนโลยี
มาช่วยในการเพาะปลูก อย่างครบครัน ทั้งอุปกรณ์วัดความชื้น อุปกรณ์ รดน้ำต้นไม้
และเข้าร่วมโครงการ Eco Factory เพื่อทำให้โรงงาน เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม
พร้อมตั้งเป้าเปลี่ยน มาใช้พลังงานจากพลังงาน แสงอาทิตย์มากขึ้น ลดการใช้ขยะในโรงงาน รวมถึงเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-Product)
.
ในส่วนของการช่วยเหลือชุมชนโดยรอบโรงงาน ทางบุญรอดฯ ตั้งใจจะเปิดศูนย์การเรียนรู้
เพื่อให้คนในชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้การทำ Smart Farm เพื่อนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง สร้างผลผลิตเพื่อพึ่งพาตนเอง มีการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ และอบรมความรู้ด้านการเกษตร เพื่อช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ทุกชีวิตยืนบนลำแข้งตัวเองได้ นับเป็นความยั่งยืนอย่างที่บุญรอดฯ ได้ตั้งเอาไว้เสมอมา
.
นอกจากนี้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 และน้ำท่วม ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทในเครือบุญรอดฯ ยังได้นำผลผลิต
จากแปลงเกษตรบรรทุกใส่ ‘รถพุ่มพวง’ ตระเวนแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในละแวกโรงงาน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อีกทั้งยังได้นำอาหารที่ปรุงจากพืชผักจากแปลงเกษตรของโรงงาน และน้ำดื่มสิงห์ไปมอบให้กับบรรดาอาสาสมัครสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ทุกส่วนในโรงพยาบาลสนามของจังหวัด เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
.
ด้วยแนวคิด การดำเนินธุรกิจ แบบแบ่งปัน องค์ความรู้ สู่การสร้างคุณค่าให้ กับสังคมในทุกพื้นที่
ที่ขยายธุรกิจ ออกไป และการส่งเสริม ให้พนักงาน มีศักยภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างยั่งยืน จึงทำให้บริษัท บุญรอดเอเซียเบเวอเรช จำกัด จังหวัดสิงห์บุรี บริษัทในเครือบุญรอดฯ ได้รับรางวัล ‘สถานประกอบกิจการต้นแบบ โครงการแรงงานพันธุ์ดี ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปี 2564’ จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน อีกด้วย
.
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ขององค์กร ที่ต้องการ เป็นส่วนหนึ่ง ในการเข้าไปสร้างพื้นที่
สีเขียว เชื่อมร้อยความสัมพันธ์ระหว่างโรงงาน และชุมชน เพื่อส่งต่อความสุข และแลกเปลี่ยน ความรู้
ให้กับผู้คนในชุมชน ที่เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกันได้มีวิถีชีวิตที่มั่นคง สามารถพึ่งพาตนเอง เป็นสังคมแห่งความยั่งยืนที่จะทำให้ผู้คนเติบโตไปพร้อมกัน และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแบบยั่งยืน

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวผู้คน และชุมชน น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> lowcarbonproductions ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published.