• August 18, 2021

Know

Know

Know รู้หรือไม่ ตอนที่แอดได้อ่านเรื่องราวนี้ครั้งแรกจำได้ว่าเป็นตอนที่อ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในห้องสมุด ทีแรกที่ได้อ่านเรื่องราวนี้ก็รู้สึกเสียดายมาก ๆ เพราะดูแล้วอายุของพระพุทธรูปดังกล่าวคงไม่ใช่น้อย ๆ
บางคนอาจสงสัยว่าทำไมพระพุทธรูปถึงได้ไปโผล่ในประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้ เพราะในอดีตสถานที่ตรงแถบนี้เคยเป็นพื้นที่ที่เรียกว่าเส้นทางสายไหมในยุคโบราณ อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวพุทธมาแต่เดิม และศาสนาพุทธได้เข้ามามีอิทธิพลในอัฟกานิสถานก่อนที่ศาสนาอิสลามจะเข้ามาในภายหลัง
และต้องบอกก่อนว่าสิ่งที่ตาลีบันได้กระทำไปในครั้งนั้น คือการระเบิดทำลายพระพุทธรูปเสียให้หมดสิ้นไปจากหุบเขาแห่งบามิยัน ซึ่งมีพระพุทธรูปและร่องรอยของศาสนาพุทธอยู่หลายอย่าง นับว่าเป็นความสูญเสียมรดกอันทรงคุณค่าอย่างน่าเสียดายมาก ๆ
โดยเหตุผลที่ตาลีบันทำลายพระพุทธรูปเหล่านี้
เพราะเป็นรูปเคารพซึ่งผิดหลักศาสนาอิสลาม โดย The Times หนังสือพิมพ์รายวันภาษาอังกฤษ ที่ตีพิมพ์ในสหราชอาณาจักร ได้อ้างคำพูดของมุลลอห์ โมฮัมเมด โอมาร์ ผู้นำของกลุ่มตาลีบันในตอนนั้นว่า “มุสลิมทั้งหลายควรจะภูมิใจกับการทุบทำลายรูปเคารพ นี่คือการสรรเสริญพระเจ้า(อัลลอฮ์)ผู้ทุบทำลายพวกมัน(รูปเคารพ)”
มุลลอห์ โอมาร์ ยังเคยให้สัมภาษณ์เปิดเผยต่อกรณีการทำลายรูปปั้นว่า
“ผมไม่อยากจะทำลายพระพุทธรูปแห่งบามิยันหรอก ในความเป็นจริงแล้ว
มีชาวต่างชาติบางส่วนที่มาหาผมและบอกว่าต้องการจะบูรณะซ่อมแซมพระพุทธรูปแห่งบามิยันซึ่งเสียหาย
บ้างจากฝน ผมตกใจมากกับคำร้องขอเหล่านี้ ผมคิดเลยว่า พวกบรรดาคนตายด้านเหล่านี้ไม่เคยคิดจะสนใจมนุษย์
มนาหลายพันคนที่กำลังจะตายเพราะความหิวโหย แต่กลับมากังวลมากมายเหลือเกินกับสิ่งไม่มีชีวิตอย่างรูปปั้น นี่มันน่าเสียใจเป็นอย่างมากจริง ๆ ผมถึงได้สั่งการให้ทำลายรูปปั้นพวกนี้เสีย ถ้าคนเหล่านี้มาเพื่อช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแต่แรก ผมก็ไม่คิดจะสั่งให้ระเบิดพระพุทธรูปทิ้งหรอก”
และผลจากการประชุมระหว่างรัฐในคณะกรรมการองค์การรัฐอิสลาม (OIC) คือรัฐสมาชิกอิสลามทั้งหมด และปากีสถาน, ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แสดงจุดยืนต่อต้านการทำลายพระพุทธรูปนี้
นอกจากนี้ประธานาธิบดีปากีสถานได้ทำการเจรจาการทูตไปยังกรุงคาบูลเพื่อพบกับโอมาร์ และเจรจาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทำลายพระพุทธรูป โดยอ้างว่าการทำลายพระพุทธรูปเช่นนี้เป็นการกระทำที่ไม่เคยมีมาก่อนและขัดต่อหลักของศาสนาอิสลาม
เรื่องนี้เองถูกจับตามองจากหลายประเทศทั่วโลกแม้แต่ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำในครั้งนั้นของกลุ่มตาลีบัน และพยายามทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้มีการทำลายพระพุทธรูป แต่สุดท้ายก็ถูกตาลีบันปฏิเสธและสั่งระเบิดทำลายพระพุทธรูปในที่สุดเมื่อปี 2001

Know รู้หรือไม่ กลียุค (Kali Yuga) คือชื่อยุคที่ 4 ของจตุรยุคตามคติพราหมณ์ ที่เชื่อกันว่าเป็นวาระสุดท้ายของโลก
เป็นยุคที่ศีลธรรมเสื่อม คนดีมีศีลธรรมจะเหลือเพียง 1 ใน 4 ส่วนของกฤดายุคซึ่งเป็นยุคแรก!
กลียุค คือหนึ่งในช่วงเวลาในสี่ช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งได้มีการอธิบายไว้ในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู โดยมียุคอื่นอีกได้แก่ สัตยยุค เตรตายุค และทวาปรยุค ซึ่งทั้ง 4 ยุครวมกันเรียกว่ามหายุค กลียุคมีอายุ 432,000 ปี
การตีความคัมภีร์ของศาสนาฮินดูที่ว่าปัจจุบันนี้โลกอยู่ในกลียุคมีคนเชื่อมากที่สุด ส่วนการตีความคัมภีร์ฮินดูแบบอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้มีความเชื่อว่าโลกกำลังอยู่ในช่วงเริ่มทวาปรยุค
โดยทั่วไปแล้วกลียุคก็คือยุคมืดที่ผู้คนห่างเหินจากพระเจ้าอย่างถึงที่สุด
ตามคติของศาสนาพราหมณ์ เมื่อโลกมาถึงกลียุค เชื่อกันว่าพระศิวะ หรือพระอิศวร
จะทรงเปิดพระเนตรดวงที่สามที่อยู่กลางหน้าผากขึ้น และโลกจะถูกทำลาย เพื่อคืนสมดุลของโลกให้เกิดการสร้างโลกขึ้นใหม่
ใครหลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับคำว่า “กลียุค” หากจะพูดถึงกลียุคให้เข้าใจง่าย ๆ เลยก็คือเป็นยุคสุดท้ายของโลกตามความเชื่อ ก่อนที่จะถึงวันสิ้นโลก (พระศิวะทำลาย) เป็นยุคที่คนดีมีน้อยมาก และคนห่างเหินพระเจ้าที่สุด มีคนดีเพียงแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น
แล้วเพื่อน ๆ มีความคิดเห็นกันอย่างไรบ้างเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

สำหรับใครที่ไม่อยากพลาด รีวิวKnow-รู้หรือไม่ น่าอ่านแบบนี้ สามารถติดตามได้ที่ >> lowcarbonproductions ขอบคุณที่รับชม .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *